วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

สรุป บทที่ 3 ฐานข้อมูล และคลังข้อมูล

บทที่ 3 ฐานข้อมูล และคลังข้อมูล


 มีรูปแบบเป็นลำดับชั้นโดยเริ่มด้วยหน่วยที่เล็กที่สุด คือ บิต(Bit) ไบต์(Byte)  เขตข้อมูล(Field) ระเบียนข้อมูล(Record) และไฟล์(File)  ตามลำดับ
·        บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นเลขฐานสอง กับ 1
·        ไบต์ (Byte) ประกอบด้วยบิตหลาย ๆ บิตมาเรียงต่อกัน บิต มาเรียงต่อกันเป็น 1 ไบท์ สร้างรหัสแทนข้อมูลใช้แทนอักขระ เป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ ได้ทั้งหมด 28 = 256 ตัว
·        เขตข้อมูล (Field) เป็นการนำข้อมูลหลายอักขระมารวมกันเป็นคำให้เกิดความหมาย
·        ระเบียนข้อมูล (Record) กลุ่มของเขตข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมารวมกัน
·        ไฟล์ (File) คือ กลุ่มของระเบียนข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันนำมาจัดเก็บไว้ด้วยกัน
  ปัญหาเกี่ยวกับแฟ้มข้อมูล
1.        ความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy) การเก็บข้อมูลมากกว่าหนึ่งแห่ง ทำให้ยากต่อการควบคุมความถูกต้องให้ตรงกันของข้อมูล
2.        ความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม (Program-Data Dependence) เป็นความผูกพันระหว่างข้อมูลและโปรแกรม โดยการเรียกใช้ข้อมูลต้องมีโปรแกรม หากเปลี่ยนแปลงข้อมูล หรือโครงสร้าง จะมีผลกระทบต่อโปรแกรม ทำให้ต้องตามแก้โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษาโปรแกรม
3.        การไม่สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ (Lack of Data sharing) มีการจัดเก็บข้อมูลแยกจากกันทำให้ความพร้อมการใช้ข้อมูลยาก ไม่สามารถนำข้อมูลจากหลายแฟ้มมาใช้งานร่วมกันได
4.        การขาดความร่วมมือ (Lack of Flexibility) ระบบแฟ้มข้อมูลขาดความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการใหม่ ๆ
5.        การขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี (Poor Security) การป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูล มีขอบเขตความสามารถจำกัด
    แนวทางในการใช้ฐานข้อมูลในการบริหารจัดการข้อมูล
  1. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Minimum Redundancy) การนำข้อมูลมารวมกันเพื่อตัดข้อมูลที่ซ้ำกันออกไป ระบบฐานข้อมูลมี DBMS เป็นซอฟต์แวร์ที่ดูแลจัดการข้อมูลทำให้ควบคุมการเกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้
  2. มีความเป็นอิสระต่อกัน (Data Independence) ระบบฐานข้อมูลมีแหล่งรวมข้อมูลเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ส่วนกลาง มี DBMS ดูแลการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อมูล
  3. สนับสนุนการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Improved Data Sharing) การจัดเก็บข้อมูลไว้ส่วนกลางช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ โปรแกรมประยุกต์สามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องเพิ่มข้อมูลเข้าไปในระบบอีก
  4. มีความคล่องตัวในการใช้งาน (Improved Flexibility) การรวบรวมข้อมูลไว้ที่เดียวกัน มีการควบคุมอยู่ส่วนกลางช่วยให้มีความคล่องตัวในการใช้งานได้มากกว่าระบบไฟล์ข้อมูล DBMS มีเครื่องมือช่วยในการสร้างแบบฟอร์มและรายงานต่าง ๆ ลดขั้นตอน และเวลาในการจัดทำรายงานและการเขียนโปรแกรมได้มาก
  5. มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง (High Degree of Data Integrity) ฐานข้อมูลมีระบบรักษาความปลอดภัย โดย DBMS จะตรวจสอบรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ และอนุญาตผู้มีสิทธิเข้ามาในระบบได้เฉพาะสิทธิแต่ละคนเท่านั้น
   องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล
                ระบบฐานข้อมูลประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ
  1. ข้อมูล (Data) คือ ข้อมูลและความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูล
  2. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง
  3. ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ระบบปฏิบัติการ และระบบจัดการข้อมูล รวมทั้งโปรแกรมยูทิลิตี้ต่าง ๆ
  4. ผู้ใช้ (Users) คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ผู้เขียนโปรแกรม และผู้ใช้งาน
   รูปแบบของฐานข้อมูล (Database Model)
                แบบจำลองฐานข้อมูลอธิบายถึงโครงสร้างและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล แบบจำลองมีหลายรูปแบบ คือ
  1. แบบจำลองฐานข้อมูลลำดับชั้น (Hierarchical Database Model) มีโครงสร้างคล้ายต้นไม้ ข้อมูลมีความสัมพันธ์เรียกว่า One-to-Many  หนึ่งต่อกลุ่ม ข้อมูลจัดเก็บในรูปของ Segment ที่อยู่บนสุด เรียกว่า Root Node ถัดลงมาเรียกว่า Child Node ข้อดีคือมีความซับซ้อนน้อย มีโครงสร้างเข้าใจง่าย เรียงลำดับอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัด คือ การเข้าถึงข้อมูลมีความคล่องตัวน้อย เพราะต้องเริ่มจาก Root Segment เสมอ 
  2. แบบจำลองฐานข้อมูลเครือข่าย (Network Database Model) โครงสร้างเป็นลักษณะ Multi-list Structure มีความสัมพันธ์ของข้อมูลแบบ Many to Many  แต่ละชั้นมี Segment  สามารถมี Parent ได้มากกว่าหนึ่ง เรียก Parent ว่า Owner  ส่วน Child เรียกว่า Member  ความซ้ำซ้อนของข้อมูลมีน้อย สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบไป กลับได้ แต่จะเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บพอยน์เตอร์ มีความยุ่งบากในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล
  3. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database Model) โครงสร้างข้อมูลอยู่ในรูปแบบตาราง เรียกตารางว่า รีเลชั้น แต่ละรีเลชั่น ประกอบด้วย แถวหรือทัพเพิล และคอลัมน์ เรียกว่า แอตทริบิวต์ แต่ละรีเลชั่นจะมีแอตทริบิวต์ เรียกว่า คีย์ บอกถึงความแตกต่างของแต่ละทัพเพิล  เป็นโครงสร้างที่เข้าใจง่าย ข้อมูลมีความเป็นอิสระจากโปรแกรม
   ระบบฐานข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Database)
                 ฐานข้อมูลแบบกระจาย อาศัยซอฟต์แวร์ในการจัดการข้อมูล ซึ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานบนฐานข้อมูลแบบกระจาย การจัดเก็บข้อมูลสอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริง เรียกข้อมูลได้เร็ว
   ฐานข้อมูลแบบออบเจ็กต์ (Object-Oriented Database)
                ฐานข้อมูลเชิงวัตถุเกิดจากแนวคิดการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ เพื่อการจัดเก็บข้อมูลที่มีความซับซ้อน ขนาดใหญ่ หลากหลาย  จัดเก็บข้อมูลที่ประกอบด้วยแอตทริบิวต์ ซึ่งแสดงคุณสมบัติ รายละเอียดของข้อมูล และเมธอด ซึ่งแสดงฟังก์ชั่นพื้นฐานที่ประมวลผลกับข้อมูลภายนอกออบเจ็กต์นั้น กลุ่มของออบเจ็กต์มีคุณสมบัติ และพฤติกรรมที่เหมือนกันจะจัดอยู่ในคลาสเดียวกัน
                ระบบจัดการฐานข้อมูลแบบออบเจ็กต์สามารถเก็บข้อมูลพื้นฐานทั่วไป ข้อมูลวัตถุ ข้อมูลมัลติมีเดียได้ง่าย แต่ไม่รวดเร็วเท่าระบบฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ ปัจจุบันจึงพัฒนาฐานข้อมูลแบบออบเจ็กต์และฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์มาใช้ร่วมกัน
   คลังข้อมูล (Data Warehouse)
                คลังข้อมูล เรียกว่า ดาต้าแวร์เฮาส์ คือที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง หลายชนิดเข้าด้วยกัน เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ขององค์การ ข้อมูลได้มาจากในองค์การ ภายนอกองค์การ  ซึ่งได้รับการเลือก กลั่นกรอง การปรับแก้ไข ทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
                ลักษณะของข้อมูล
·        การแบ่งโครงสร้างตามเนื้อหา (Subject Oriented) โดยการจัดเก็บข้อมูลที่สนใจและเป็นประโยชน์มาประมวลผลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
·        การรวบรวมเป็นหนึ่งเดียว (Integration) รวบรวมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน
·        ความสัมพันธ์กับเวลา (Time Variant) ข้อมูลที่จัดเก็บในคลังต้องกำหนดช่วงเวลา
·        ความเสถียรของข้อมูล (Nonvolatile) ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในคลังข้อมูลไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าข้อมูลที่มีอยู่
   ดาต้ามาร์ท (Data Mart)
                การจัดทำดาต้ามาร์ท คือ คลังข้อมูลขนาดเล็กที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับใช้ในองค์การธุรกิจ ดาต้ามาร์ทมีขนาดของข้อมูล และค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า การจัดทำข้อมูลใช้เวลาสั้นกว่า  การนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจภายในหน่วยงานสะดวกว่าใช้คลังข้อมูลกลางขององค์การ
   ธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence: BI)
                เป็นการใช้ข้อมูลขององค์การที่มีคุณค่าช่วยสนับสนุนการตัดสินใจการดำเนินงานของธุรกิจ เกี่ยวข้องกับการเข้าใช้งานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การค้นพบโอกาสใหม่ ๆ ในการดำเนินการธุรกิจ กระบวนการของธุรกิจอัฉริยะ คือ การสนับสนุนการตัดสินใจ การคิวรี การรายงาน การประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ การวิเคราะห์ทางสถิติ
   การวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติและการค้นหาความรู้ในคลังข้อมูล
                มี 2 ประเภท คือ
  1. การประมวลผลเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ (OLAP)  OLAP เป็นเครื่องมือที่มีความสามารถการค้นหา และการวิเคราะห์ข้อมูลจากคลังข้อมูล ในลักษณะต่าง ๆ เช่น
      การหมุนมิติ 
    (Rotation) 
    การวิเคราะห์ ดูข้อมูลหลายมิติ หลายมุมมอง
      การเลือกช่วงข้อมูล 
    (Ranging) 
    สามารถเลือกดูข้อมูลเฉพาะส่วนที่สนใจ และนำมาวิเคราะห์ได้โดยไม่ใช้ข้อมูลทั้งหมด
      การเลือกระดับชั้นของข้อมูล 
    (Hierarchy) สามารถจัดแบ่งข้อมูลเป็นลำดับชั้น เพื่อให้เรียกดูข้อมูลจากระดับบนแล้วไประดับล่าง ดูรายละเอียดได้
  2. ดาต้าไมนิ่ง (Data Mining)  เป็นเครื่องมือและเทคนิคในการสกัดข้อมูล และประมวลผลข้อมูลเชิงวิเคราะห์ขั้นสูงจากฐานข้อมูลใหญ่ สามารถค้นหารูปแบบ แนวโน้ม พฤติกรรม ความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ภายในข้อมูลเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่
   ความแตกต่างระหว่างคลังข้อมูลกับฐานข้อมูลปฏิบัติการ
                ฐานข้อมูลปฏิบัติการ (Operational Database) เป็นระบบที่ช่วยรวบรวม และจัดเก็บข้อมูล ซึ่งข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน การประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณมากจะใช้เวลานาน กระทบต่อการดำเนินงานได้ การเรียกดูข้อมูลต่าง ๆ ทำได้ไม่ง่าย ต้องอาศัยเวลาในการประมวลผล ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ จึงมีการจัดทำคลังข้อมูลเพ่อเป็นแหล่งเก็บข้อมูลรวมขององค์การ ให้มีความเรียบง่ายต่อการค้นหา และเรียกใช้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีปริมาณมาก ข้อมูลมีลักษณะจัดเก็บในลักษณะที่รวบรวม เป็นระเบียบตามเนื้อหา และแปรผันตามเวลา ข้อมูลซ้ำซ้อนได้ เหมาะกับการประมวลผลเชิงวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์
  รูปแบบการประยุกต์คลังข้อมูลในธุรกิจ
                ระบบคลังข้อมูลนี้ เรียกว่า GWIS (Glaxo Wellcome Information system) เป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสัมพันธ์แบบออนไลน์ (Relational Online Analytical Processing :ROLAP) ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจโดย GWIS ทำงานร่วมกับข้อมูลที่จัดเก็บในระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ และบูรณาการเข้ากันกับข้อมูลจากแหล่งภายใน และแหล่

บทที่ 8 วิธีสร้าง QR-Code


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บทที่ 8 วิธีสร้าง QR-Codeผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บทที่ 8 วิธีสร้าง QR-Code

รหัสคิวอาร์ หรือชื่อภาษาอังกฤษที่เรียกว่า (QR Code : Quick Response) ซึ่งใน ความหมายของคำว่า Quick Response นั้นจะหมายถึง “การตอบสนองที่รวดเร็ว” รหัสคิวอาร์เป็นบาร์โค้ดประเภทบาร์โค้ดเมทริกซ์ (หรือบาร์โค้ดสองมิติ) รหัสคิวอาร์โค้ด ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2537 โดยบริษัทเดนโซ-เวฟซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของโต โยต้า ต้นก าเนิดของรหัสคิวอาร์มาจากประเทศญี่ปุ่นและถูกน ามาใช้ในอุตสาหกรรม ยานยนต์อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นรหัสที่มีการอ่านอย่างรวดเร็วและสามารถเก็บ ความจุได้มากกว่าเมื่อเทียบกับบาร์โค้ดมารฐานในปัจจุบัน และในปัจจุบันรหัสคิวอาร์ได้ กลายเป็นที่นิยมในทั่วโลกและในประเทศไทยก็มีให้เห็นอย่างแพร่หลายสามารถพบเห็น ได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็น เครื่องส าอาง หรือขนมขบเคี้ยว หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

           (Qr Code) QR Code ประกอบด้วยโมดูลสีดำ (จุดสี่เหลี่ยม) จัดอยู่ในตารางสี่เหลี่ยมบนพื้นสีขาวซึ่ง สามารถอ่านได้โดยอุปกรณ์การถ่ายภาพ (เช่นกล้อง) กล้องที่ติดมากับมือถือสมาร์ทโฟน หรือแม้กระทั้งกล้องเว็บแคม แต่จะต้องมีการติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ถอดรหัสรหัสคิวอาร์ ก่อน เช่น QR Code Reader เป็นต้น


           ประโยชน์ของคิวอาร์โค้ดเราสามารถนำคิวอาร์โค้ดมาประยุกต์ใช้งานได้หลากลายรูปแบบ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลบน ตัวผลิตภัณฑ์ การแสดงข้อมูลช่องทางการติดต่อไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทรศัพท์ ชื่อเว็บไซต์หรือ URL ที่ยาวและจดจ าได้ยากคิวอาร์โค้ดจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเพื่อความสะดวกให้กับ เรามากยิ่งขึ้น เนื่องจากเรางานสามารถน ำมือถือที่มีกล้องถ่ายภาพ หรือสมาร์ทโฟน ที่ติดตั้ง แอพส าหรับถอดรหัส QR Code น ามาสแกนได้เลย จึงหมดปัญหากับการที่จะต้องมานั่ง พิมพ์ URL ยาวๆ และจดจ ายาก เพียงแค่เราน าโทรศัพท์มาสแกนคิวอาร์โค้ดก็สามารถเข้า ชมเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ให้เสียเวลา เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่นิยมใช้สมาร์ทโฟน กันมากยิ่งขึ้น จึงไม่ใช้ปัญหาส าหรับผู้ที่จะน า QR Code มาประยุกต์ใช้กับงานหรือธุรกิจ ของตัวเอง 

              ประโยชน์ของคิวอาร์โค้ด  ในปัจจุบันเริ่มมีการน าเอาเทคโนโลยีมาใช้กับผลิตภัณฑ์ การเกษตรเพื่อให้ผู้บริโภคเช็คคุณภาพได้ด้วย แนวคิดหลักก็คือ การติด QR Code ลงบนผลิตภัณฑ์ หรือ กล่องบรรจุภัณฑ์สินค้า เกษตร ผู้บริโภคจะได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ ทั้งชื่อฟาร์ม เพื่อให้รู้ว่าสัตว์ชนิดนี้มาจากฟาร์มไหน หรือผักจากแปลงปลูก ไหน ชื่อเกษตรกร ที่อยู่ของฟาร์มหรือแปลงปลูกผัก มาตรฐานที่ ได้รับการรับรอง ข้อมูลการส่งสินค้า ฯลฯ เป็นการเชื่อมโยง ข้อมูลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูปสินค้า และ ผู้บริโภค ท าให้ได้ข้อมูลถูกต้อง แม่นยำ ตรงกัน 

              เราสามารถสร้างและใช้คิวอาร์โค้ดได้ด้วยตัวเองง่ายๆ  ปัจจุบัน QR Code ถูกน ามาใช้งานเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ดังนั้นเราจึง สามารถสร้างคิวอาร์โค้ดได้ด้วยตนเองง่ายๆ โดยเลือกใช้งานจากเว็บไซต์ที่ มีบริการสร้างคิวอาร์โค้ดให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะมี บริการให้เรา แปลงข้อความ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ หรือ URL ให้อยู่ใน รูปแบบของรหัสคิวอาร์และหลังจากที่ได้คิวอาร์โค้ดแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเรา จะใช้คิวอาร์โค้ดด้วยวัตถุประสงค์อะไร อาทิเช่น การใช้ในด้านการตลาด QR code ช่วยสร้างกระแสอื่นๆ หรือใช้ในการบอกเรื่องราวของตัว ผลิตภัณฑ์ แนะน าเว็บในการสร้าง QR Code ฟรี 



แหล่งที่มา : https://lookaside.fbsbx.com/file/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%208%20%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%20QR-Code.pdf?token=AWzWS135a1HQ2plTj-vt3X0Qx7adyYA6K5CyMVrjirhPI9VUvh2LZHD1IHw7LVUsZyYhJxv2I78bBhEitZXPs0AUXJFT8JPqxOX2olMgWJCJ4K0rIi4VS6IT04vevhwp1RvN7i4JiTfAwf2yrIkwou68fnnAsAYo4DAzvWYVqL2gAQ











สรุปและแบบทดสอบ บทที่ 9 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

สรุป บทที่9 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ 


ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หมายถึง การจัดการและการแสดงผลข้อมูลทางภูมิศาสตร์อย่างเป็นระบบ เป็นวิทยาการสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่เดิมนั้นการแสดงข้อมูลทางภูมิศาสตร์กระทำกันอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน โดยการบอกเล่าเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งมีแผนที่ประกอบ เพื่อให้เห็นขอบเขตและรายละเอียดของพื้นที่แต่ละแห่ง ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นภูมิประเทศว่าเป็นที่ราบ ที่ราบสูง เนินเขา เทือกเขา หรือฝั่งทะเล ภูมิอากาศว่าเป็นเขตร้อน เขตอบอุ่น เขตหนาว เขตฝนชุก เขตแห้งแล้ง หรือการใช้ที่ดินว่าเป็นเขตเกษตรกรรม เขตที่อยู่อาศัย เขตป่าไม้ เขตทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และการคมนาคมว่า มีถนน ทางรถไฟ แม่น้ำลำคลอง จากที่ใดไปถึงที่ใด และตลอดจนการตั้งถิ่นฐานว่ามีหมู่บ้าน เมือง แคว้น และประเทศตั้งอยู่ที่ใด มีขนาดใหญ่หรือเล็กเท่าใด

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

การจัดทำแผนที่ในระยะแรกๆ ทำโดยการสำรวจบนพื้นดิน และใช้เครื่องมือสำรวจอย่างง่ายๆ แผนที่จึงมีความละเอียดไม่มาก บอกข้อมูลได้ในขอบเขตที่จำกัด บางครั้งก็เกิดความผิดพลาดได้ ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีการพัฒนาด้านการถ่ายภาพทางอากาศโดยเครื่องบิน ซึ่งสามารถแสดงพื้นที่ได้กว้างขวาง และเก็บรายละเอียดได้ถูกต้อง แม้ในภูมิประเทศที่การเดินทางทางบกไม่สะดวก ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๘ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ภาพถ่ายทางอากาศเข้ามามีส่วนสำคัญมากขึ้น โดยนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำแผนที่ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ต่อมาวิวัฒนาการสมัยใหม่เกิดขึ้นอีก ๒ รูปแบบ ซึ่งช่วยพัฒนาการจัดทำแผนที่ และการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับพื้นผิวโลก รูปแบบแรก คือ การส่งดาวเทียมออกไปนอกโลก เพื่อถ่ายภาพพื้นผิวโลกจากห้วงอวกาศ แล้วส่งกลับมายังเครื่องรับบนพื้นผิวโลก อย่างรวดเร็ว สามารถแสดงรายละเอียดพื้นผิวโลกอย่างกว้างขวางในเส้นทางรอบโลกที่ดาวเทียมโคจร และแสดงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวโลกเป็นระยะๆ ตามรอบการโคจรของดาวเทียม ทำให้สามารถศึกษาข้อมูล ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาต่างๆ เช่น การเกิดพายุ น้ำท่วม การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน รูปแบบที่ ๒ คือ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเปรียบเหมือนสมองกล ที่สามารถทำงานได้อย่างละเอียดรอบด้าน รวมทั้งสนองความต้องการของผู้ใช้ในด้านการเก็บข้อมูล ค้นคืนข้อมูล ตลอดจนวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างหลากหลาย และถูกต้องแม่นยำ  
ความก้าวหน้าในการถ่ายภาพจากดาวเทียม และประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้การจัดเก็บ และการจัดการข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในด้านต่างๆ เช่น ภูมิประเทศ ลักษณะทางธรณีวิทยา การใช้ที่ดิน การตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม เป็นไปอย่างมีระบบและสนองความต้องการของหน่วยงานต่างๆ จึงเป็นที่มาของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นวิทยาการสมัยใหม่ทางด้านภูมิศาสตร์ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ กล่าวอย่างง่ายๆ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นการนำข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในด้านต่างๆ ได้แก่ ภูมิประเทศ ธรณีวิทยา การใช้ที่ดิน การตั้งถิ่นฐาน การคมนาคมขนส่ง และอื่นๆ มาจัดเรียงไว้เป็นชั้นๆ เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่จะแยกนำข้อมูลชั้นที่ต้องการมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อให้ได้คำตอบที่สมบูรณ์และเที่ยงตรง สำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ ในการแก้ไขปัญหา หรือการวางแผน เพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคต ปัจจุบัน ประเทศไทยนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปใช้ ในหน่วยงานราชการต่างๆ หลายแห่ง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ซึ่งล้วนแต่ต้องการข้อมูลที่ทันสมัย เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างทันกาล ตลอดจนการวางแผนเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องของการใช้ที่ดิน การจราจร การจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม หรือการขยายตัวของชุมชนเมือง



สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก ทั้งที่มองเห็น มองไม่เห็น จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ เช่น ถนน แม่น้ำ บ้าน เสาไฟฟ้า ความสูงของภูมิประเทศ อุณหภูมิ สามารถนำมาแสดงลงบนแผนที่ ข้อมูลเหล่านี้เรียกว่า ข้อมูลภูมิศาสตร์ (geographic data) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล ๒ ส่วนที่สัมพันธ์กัน ส่วนแรก คือ ข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) ใช้แสดงตำแหน่งและรูปลักษณ์ของวัตถุ หรือสิ่งต่างๆ บนพื้นโลก แทนสัญลักษณ์ด้วย จุด (point) เส้น (line) พื้นที่หรือรูปหลายเหลี่ยม (polygon) ตัวอย่างเช่น ใช้จุดแทนตำแหน่งที่ตั้งโรงเรียน ใช้เส้นแทนถนน และเขตจังหวัดแทนด้วยพื้นที่ ส่วนที่ ๒ คือ ข้อมูลเชิงลักษณะ (attribute data) ใช้แสดงหรือให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นวัตถุ สิ่งของ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น โรงเรียน (ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่) แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อโรงเรียน จำนวนครู และจำนวนนักเรียน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

งานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและวิเคราะห์แผนที่ระยะแรกๆ จัดทำบนแผ่นกระดาษหรือแผ่นใสด้วยมือ (manual operation) แต่มีข้อจำกัด คือ เมื่อต้องการแสดงและวิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์ประเภทต่างๆ พร้อมกัน เช่น ต้องการแสดงถนน แม่น้ำ แหล่งที่อยู่อาศัย สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ ของบริเวณใดบริเวณหนึ่งลงบนแผนที่แผ่นเดียวกัน โดยมีรายละเอียด ของข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ต้องตัดข้อมูลบางส่วนทิ้ง เนื่องจากเนื้อที่บนแผนที่กระดาษมีจำกัด หรือการนำข้อมูลไปใช้หรือวิเคราะห์ อาจใช้วิธีการซ้อนทับกันของแผ่นใสหลายแผ่นร่วมกับข้อมูลอื่นๆ หลายแผ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และการวิเคราะห์อาจผิดพลาดได้ ทั้งตำแหน่งและระยะทาง หรือหากต้องการปรับแก้ข้อมูล หรือทำการผลิตแผนที่เดิมซ้ำด้วยมือ ก็ใช้ระยะเวลานาน และอาจได้ภาพแผนที่ที่แตกต่างจากเดิม จนเมื่อมีการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในงานด้านภูมิศาสตร์ จึงทำให้เกิดการพัฒนาเป็นระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือนิยมเรียกย่อๆ ว่า จีไอเอส (GIS: Geographic Information System) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
การแสดงผลฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ในรูปแบบแผ่นกระดาษ

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หมายถึง ระบบที่ออกแบบเพื่อการจัดการข้อมูลภูมิศาสตร์ ซึ่งพัฒนาขึ้นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยรัฐบาลแคนาดา สำหรับใช้ในงานด้านการพัฒนาพื้นที่การเกษตรของประเทศ จากนั้นขยายวงกว้างไปที่สหรัฐอเมริกา ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป และประเทศทั่วโลก ในปัจจุบันระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มักดำเนินการภายใต้ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีความสามารถหลัก ได้แก่ นำเข้า จัดเก็บ จัดการฐานข้อมูล (database) ขนาดใหญ่ ค้นคืนข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และแสดงผลเป็นรูปแผนที่ในแบบ ๒ มิติ หรือ ๓ มิติ หรืออาจแสดงในรูปตาราง กราฟทางหน้าจอ หรือเป็นแผ่นกระดาษ นอกจากนี้ ข้อมูลภูมิศาสตร์ยังถูกจัดเก็บเป็นระบบในรูปแผนที่เชิงเลข (digital map data) ทำให้สามารถปรับแปลง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลแผนที่กับหน่วยงานอื่นๆ ได้โดยง่าย

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
การจัดการฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์  ข้อมูลภูมิศาสตร์มักแยกเก็บเป็นชั้นๆ เช่นเดียวกับขนมชั้น เรียกว่า ชั้นข้อมูล (layer) แต่ละชั้น ใช้แสดงแผนที่เรื่องหนึ่งๆ เช่น ชั้นที่ ๑ เก็บแผนที่หมู่บ้าน ชั้นที่ ๒ เก็บแผนที่เส้นทางน้ำ ชั้นที่ ๓ เก็บแผนที่เส้นถนน ชั้นที่ ๔ เก็บแผนที่บริเวณน้ำท่วม ชั้นที่ ๕ เก็บแผนที่ความสูงภูมิประเทศ ชั้นข้อมูลเหล่านี้ อ้างอิงกับพื้นที่ โดยใช้ตำแหน่งบนผิวโลกร่วมกัน ด้วยระบบพิกัดชุดหนึ่ง เช่น ใช้ละติจูดและลองจิจูดของระบบพิกัดภูมิศาสตร์ การแยกเก็บข้อมูลเป็นชั้นๆ ทำให้สะดวกเวลาใช้งาน โดยสามารถเลือกใช้ชั้นข้อมูลที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อหาว่าหมู่บ้านใดอาจถูกน้ำท่วม ก็เลือกเอาเฉพาะชั้นแผนที่หมู่บ้าน และชั้นแผนที่บริเวณน้ำท่วมมาซ้อนทับกัน และเลือกดึงข้อมูลเฉพาะหมู่บ้าน ที่ตกอยู่ในขอบเขตพื้นที่น้ำท่วม มาแสดงเป็นผลลัพธ์
ความสามารถของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ดังกล่าวได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ที่ดินด้านการเกษตร ป่าไม้ ภัยพิบัติ สาธารณสุข สาธารณูปโภค ผังเมืองและการใช้ที่ดิน การท่องเที่ยว ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อช่วยวิเคราะห์วางแผนการผลิตทางด้านการเกษตรของประเทศ ให้สอดคล้องกัน ระหว่างประเภทเกษตรกรรม กับสภาพดินฟ้าอากาศ และแหล่งน้ำ ในแต่ละภูมิภาค กรุงเทพมหานคร ประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อพัฒนาระบบการจัดทำแผนที่ภาษีที่ดิน และวางแผนการจัดทำผังเมืองรวมของกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์ วางแผน และประเมินขอบข่าย หรือเครือข่ายการจัดส่งพลังงานไฟฟ้าไปสู่ชุมชนผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์การโทรศัพท์และโทรคมนาคมใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อการส่งสัญญาณโทรศัพท์ ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

การดำเนินงานให้ได้ผลสำเร็จ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ต้องใช้ปัจจัยสำคัญ ๕ ส่วน (บางทีเรียกว่า องค์ประกอบ) คือ
๑) ฮาร์ดแวร์
๒) ซอฟต์แวร์
๓) กระบวนการ
วิเคราะห์
๔) ข้อมูล และ
๕) บุคลากร ในส่วนของ ฮาร์ดแวร์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถ ในการประมวลผลข้อมูล ได้อย่างรวดเร็ว และมีพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ซอฟต์แวร์ ในที่นี้หมายถึง ชุดโปรแกรมเฉพาะทางระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ใช้ในการจัดการ และประมวลผลข้อมูลภูมิศาสตร์ กระบวนการวิเคราะห์ หมายถึง การกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติการ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ การออกแบบระบบ และการเขียนผังขั้นตอนการทำงาน รวมถึงการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ในส่วนของข้อมูล หมายถึง ข้อมูลภูมิศาสตร์  ซึ่งนำเข้ามาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่น แผนที่กระดาษ ตาราง ภาพถ่ายทางอากาศ ข้อมูลจากระยะไกล (Remote Sensing: RS) ข้อมูลจากระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกด้วยดาวเทียม (Global Positioning System: GPS) อย่างไรก็ดี ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ บุคลากร เนื่องจาก บุคลากรเป็นผู้กำหนดทิศทาง การนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไปใช้ปฏิบัติ ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม ซึ่งรวมถึงผู้บริหาร ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ หรือเลือกใช้ระบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ปฏิบัติการ ตลอดจนผู้ใช้งานระบบ โดยนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้ว ที่เรียกว่า สารสนเทศ (Information) มาใช้หาคำตอบ เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ และวางแผนต่อไป ดังนั้น บุคลากรเหล่านี้ ต้องมีความรู้ทางด้านแผนที่ และภูมิศาสตร์ ซึ่งได้ปูพื้นฐานความรู้ไว้ในระดับมัธยมศึกษา และสามารถศึกษาระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์อย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
แผนผังระบุตำแหน่งอาคารและสิ่งปลูกสร้าง
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
แผนที่จากโปรแกรม Google map ในอินเทอร์เน็ต

ในปัจจุบัน การใช้งานข้อมูลภูมิศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว มีการนำมาใช้มากขึ้น และใช้ได้ง่ายขึ้นในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การค้นหาสถานที่ต่างๆ จากแผนที่ และภาพจากดาวเทียมด้วยโปรแกรม Google Earth และ Google map ในอินเทอร์เน็ต อีกทั้งตลาดแรงงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการผู้มีความรู้ทางด้านระบบก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้น หากเยาวชนผู้ใดสนใจ ก็อาจวางแผนการศึกษาศาสตร์ด้านนี้ในอนาคต
 


บบฝึกหัด บทที่ 9 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

แบบฝึกหัด บทที่ 9 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
1.Geographic Information System หมายถึง
ตอบ  geographic information syste  หรือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ทำงานโดยการป้อนข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เช่น ภาพแผนที่ ภาพถ่ายผ่านดาวเทียม ตัวเลข ตัวอักษร ระยะทาง  เข้าไปวิเคราะห์ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มักมีความถูกต้องแม่นยำสูง สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายด้าน GIS มีประโยชน์หลายด้านโดยเฉพาะการจัดการสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง การจัดการระบบสาธารณูปโภค โดยการคำนวณหาพื้นที่บริเวณที่จะใช้งานจากภาพแผนที่ เช่นการวัดระยะทางในการสร้างถนนหรือการกำหนดจุดบนแผนที่สำหรับงานการวางท่อประปา

2.จงบอกองค์ประกอบของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
ตอบ  มี 4 องค์ประกอบ คือ
1.             ข้อมูลและสารสนเทศ
2.             เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ
3.             โปรแกรม
4.             บุคลากร

3.ข้อมูลที่แสดงทิศทาง (vector  data)
ตอบ  ข้อมูลที่มีทิศทางประกอบด้วยลักษณะ อย่าง คือ
ข้อมูลจุด (point) เช่น ที่ตั้งหมู่บ้าน โรงเรียน เป็นต้น
ข้อมูลเส้น (arc or line) เช่น ถนน แม่น้ำ  ท่อประปา เป็นต้น
ข้อมูลพื้ นที่ หรือเส้นรอบรูป (polygon) เช่น พื้นที่ป่าไม้ ตัวเมือง เป็นต้น

4.จงอธิบายขั้นตอนการทำงานของระบบ GIS
ตอบ       1) การนำเข้าข้อมูล (input) ก่อนที่ข้อมูลทางภูมิศาสตร์จะถูกใช้งานได้ในระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ ข้อมูลจะต้องได้รับการแปลง ให้มาอยู่ในรูปแบบของข้อมูล เชิงตัวเลข (digital format) เสียก่อน
2) การปรับแต่งข้อมูล (manipulation) ข้อมูลที่ได้รับเข้าสู่ระบบบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับงาน เช่น ข้อมูลบางอย่างมีขนาดหรือสเกล (scale) ที่แตกต่างกัน
3) การบริหารข้อมูล (management) ระบบจัดการฐานข้อมูลหรือ DBMS จะถูกนำมาใช้ในการบริหารข้อมูลเพื่อ การทำงานที่มีประสิทธิภาพในระบบ GIS DBMS ที่ได้รับการเชื่อถือและนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด คือ DBMS แบบRelational หรือระบบจัดการฐานข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (RDBMS) ซึ่งมีหลักการทำงานพื้นฐาน ดังนี้ คือ ข้อมูลจะถูกจัดเก็บ ในรูปของตารางหลาย ๆ ตาราง
4) การเรียกค้นและวิเคราะห์ข้อมูล (query and analysis) เมื่อระบบ GIS มีความพร้อมในเรื่องของข้อมูลแล้ว ขั้นตอนต่อไป  คือ การนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์  เช่น ใครคือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนที่ติดกับโรงเรียน นอกจากนี้ ระบบ GIS ยังมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ เช่น การวิเคราะห์เชิงประมาณค่า (proximity หรือ buffer) การวิเคราะห์ เชิงซ้อน (overlay analysis) เป็นต้น

5) การนำเสนอข้อมูล (visualization) จากการดำเนินการเรียกค้นและวิเคราะห์ข้อมูล ผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ในรูปของ ตัวเลขหรือตัวอักษร ซึ่งยากต่อการตีความหมายหรือทำความเข้าใจ การนำเสนอข้อมูลที่ดี เช่น การแสดงชาร์ต (chart) แบบมิติ หรือ มิติ


แหล่งที่มา

สรุปและแบบทดสอบ บทที่ 10 เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้


สรุป เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้


ความหมายของความรู้  
สิ่งที่สั่งสมมาจากปฏิบัติ ประสบการณ์ ปรากฏการณ์ ซึ่งได้ยิน ได้ฟัง การคิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันหรือเรียกว่าเป็นความรู้ที่ได้โดยธรรมชาติ นอกจากนี้ความรู้ยังได้จากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า วิจัย  จากการศึกษาองค์วิชาในแต่ละสาขาวิชา หรืออาจกล่าวได้ว่าความรู้ในเชิงการฝึกฝนจนเกิดทักษะ
ความหมายของการจัดการความรู้  
กระบวนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่เน้นการพัฒนาการปฏิบัติงานควบคู่ไปกับการเรียนรู้ร่วมกันของคนภายในองค์กร โดยมีการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้ รวมไปถึงการจัดการเกี่ยวกับฐานความรู้ของทรัพยากรบุคคลในองค์กรเพื่อยกระดับความรู้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่อย่างมีคุณค่า
การจัดการความรู้
 การจัดการความรู้ (Knowledge Management) คือกระบวนการอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประมวลข้อมูล สารสนเทศ ความคิด การกระทำ และประสบการณ์ของบุคคลเพื่อสร้างเป็นความรู้และจัดเก็บเป็นแหล่งข้อมูลที่บุคคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทางต่างๆที่องค์กรจัดเตรียมไว้ เพื่อนำความรู้ที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติาน ก่อให้เกิดการแบ่งปันและการถ่ายโอนความรู้ ในที่สุดความรู้ก็จะแพร่กระจายและไหลเวียนทั่วทั้งองค์กรอย่างสมดุล ทำให้เพิ่มความสามารถในการพัฒนาผลผลิตและองค์กร
ประเภทของความรู้  
มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่  ความรู้โดยนัย(Tacit knowledge) และ ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit knowledge)
1.      ความรู้โดยนัย หรือความรู้ที่มองเห็นไม่ชัดเจน ( Tacit Knowledge)
        จัดเป็นความรู้อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นทักษะหรือความรู้เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่มาจากประสบการณ์ ความเชื่อ หรือความคิดสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงาน เช่น การถ่ายทอดความรู้ ความคิด ผ่านการสังเกต การสนทนา การฝึกอบรม เป็นต้น
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง หรือความรู้ที่เป็นทางการ ( Explicit Knowledge)
          เป็นความรู้ ที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และใช้ร่วมกันในรูปแบบต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ เอกสารขององค์กร   ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์   เว็บไซต์ อินทราเน็ต เป็นต้น ความรู้ประเภทนี้เป็นความรู้ที่แสดงออกมาโดยใช้ระบบสัญลักษณ์  จึงสามารถสื่อสารและเผยแพร่ได้อย่างสะดวก
เกลียวความรู้  
เกลียวความรู้ หรือ Knowledge Spiral อีกชื่อหนึ่งคือ SECI Model เป็นที่นิยมนำมาใช้ในการจัดการความรู้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน SECI Model ประกอบด้วย

S=Socialization การเปลี่ยนรูปจากความรู้ที่ฝังลึกไปสู่ความรู้ที่ฝังลึก หรือ การนำสู่สังคม
E=Externalization การเปลี่ยนรูปจากความรู้ที่ฝังลึกไปสู่ความรู้ที่ชัดแจ้ง หรือ การนำออกสู่ภายนอก
C=Combination  การเปลี่ยนรูปจากความรู้ที่ชัดแจ้งไปสู่ความรู้ที่ชัดแจ้ง หรือ การรวม
I=Internalization การเปลี่ยนรูปจากความรู้ที่ชัดแจ้ง ไปสู่ความรู้ที่ฝังลึก หรือ การนำเข้าสู่ภายใน
กระบวนการจัดการความรู้  
  1. การกำหนดเป้าหมายความรู้ (Knowledge Desired)
  2. การสร้างหรือจัดหาความรู้ (Knowledge Creation หรือ Knowledge Acquisition)
  3. การกลั่นกรองและคัดเลือกความรู้ (Knowledge Classified)
  4. การจัดเก็บความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Saving System)
  5. การใช้ความรู้ (Knowledge Utilization)
  6. การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing)
  7. การประยุกต์ความรู้ (Knowledge Applied)
  8. การประมวลผลและวัดผลความรู้ (Knowledge Codification & Knowledge Measured)
  9. การยกย่องชมเชยและให้รางวัล (To praise & Take a gift)
  10. การเผยแพร่ความรู้ (Knowledge Distribution)

รูปแบบเทคโนโลยีสารสนเทศกับกระบวนการจัดการความรู้  
  • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการรวบรวมและการจัดการความรู้ที่ปรากฏ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการสร้างความรู้
  • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเข้าถึงความรู้ที่ปรากฏ
  • เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการประยุกต์ใช้ความรู้
  • เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการจัดการความรู้โดยนัย
  • เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการประมวลความรู้

  ความสำคัญและประโยชน์ของการจัดการความรู้
ความสำคัญของการจัดการความรู้  
   1. เป็นปัจจัยหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนาความรู้ใหม่ และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนของการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการจ้างงานในระยะยาว
   2. ประชาชนเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น และเป็นการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งนำไปสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
   3. ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและสังคม และแนวทางพัฒนาสังคมเศรษฐกิจความรู้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ประโยชน์ของการจัดการความรู้  
   1. ป้องกันการสูญหายของความรู้
   2. เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
   3. ความสามารถในการปรับตัว และมีความยืดหยุ่น
   4. ความได้เปรียบในการแข่งขัน
   5. องค์กรในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่
   6. การยกระดับผลิตภัณฑ์
   7. สร้างความพึงพอใจ และเพิ่มยอดขาย และสร้างรายได้
   8. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยผ่านการเรียนรู้ร่วมกัน  





แบบทดสอบบทที่ 10 เทคโนโลยีกับการจัดการความรู้

1. สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับเนื้อหา 1 หน้ากระดาษรายงานเพื่อเตรียมตัวสอบ 
ตอบ  ในสังคมแห่งความรู้ (Knowlede Society) ความรู้ ถือเป็นทรัพยากรหลักที่มีค่ายิ่งซึ่งแตกต่างจากปัจจัยอื่นๆ เนื่องจากความรู้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสร้างขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งสภาวะดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยลำดับขั้นของความรู้สามารถแบ่งออกเป็น 5 ลำดับขั้นคือ ข้อมูล ความรู้ สาสนเทศ ความชำนาญ ความสามารถ

ในปัจจุบันองค์การที่ประสบความสำเร็จคือ องค์การที่มีการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอและเผยแพร่ความรู้นั้นไปทั่วทั้งองค์การ lkujiro Noraka และ Tekeuchi (1995) จึงได้นำเสนอโมเดความรู้ที่มีชื่อว่า SECI – Knowledge Conersion Process ที่ประกอบด้วยกระบวนการ 4 กระบวนการ ได้แก่ Soci alization, Externalition, Combination, และ Internalization
ในเมื่อสารสนเทศและความรู้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการจัดการสารสนเทศไม่สามารถจัดการความรู้ได้ เพราะมีความซับซ้อนมากกว่า จึงมีการจัดการความรู้หรือ KMเกิดขึ้น ซึ่งการจัดการความรู้ หมายกึงกระบวนการอย่างเป็นระบบที่องค์การพัฒนาขึ้นมาเกี่ยวกับการแสวงหา การสร้าง การจัดเก็บ การถ่ายทอด และการใช้/การแพร่กระจายความรู้ เพื่อพัฒนาให้องค์การมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน
กระบวนการในการจัดการความรู้นั้น มีการจำแนกที่แตกต่างกัน จากการศึกษา ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่ากระบวนการจัดการความรู้นั้น ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 5 ส่วนคือ กระบวนการแสวงหา การสร้าง การจัดเก็บ การถ่ายทอด และการใช้/การเผยแพร่ความรู้ โดยองค์การที่มีความคิดในการจัดความรู้ จำเป็นต้องพัฒนากระบวนการจัดการความรู้เฉพาะองค์การเองเพื่อให้องค์การสามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 

2. จงอธิบายความแตกต่างระหว่างข้อมูล ข้อมูลสารสนเทศ และการจัดการความรู้ 
ตอบ   ข้อมูล คือ ชุดของข้อเท็จจริงเชิงวัตถุสามารถมองเห็นได้ เมื่อใช้กับหน่วยงานราชการ คำว่าข้อมูลหมายถึง บันทึกกิจกรรมทางราชการ เช่น มีผู้มาติดต่อราชการ เพื่อ ขออนุญาต ขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อมูล เราสามารถบอกได้ว่า ผู้ประกอบการจะผลิตอะไร มีส่วนประกอบอะไร สถานที่ผลิตตั้งอยู่ที่ไหน เลขทะเบียนที่ ได้รับ คือหมายเลขอะไร 
สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหรือมี การประมวลหรือวิเคราะห์ผลสรุปด้วยวิธีการต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กัน มีความหมาย มีคุณค่าเพิ่มขึ้นและมีวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

ความรู้ คือ กรอบของการประสมประสานระหว่าง ประสบการณ์ ค่านิยม และความรอบรู้บริบท และความรู้แจ้งอย่างช่ำชอง เป็นการประสมประสานที่ให้กรอบของ การประเมินค่า และการนำเอาประสบการณ์และสารสนเทศใหม่ๆ มาผสมเข้าด้วยกัน

3. ความรู้องค์กร (Organizational knowledge) หมายถึง 
ตอบ  องค์กรต้องการถ่ายโอนความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานในองค์กรเพื่อให้กับพนักงานทั้งเก่าและใหม่ เพื่อให้เข้าใจและสามารถน าไปใช้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี ในขณะเดียวกันองค์กรก็ต้องการถ่ายโอนความรู้ จากพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญให้กลับมาเป็นฐานความรู้ขององค์กรเพื่อไม่ให้ความรู้นั้นหายไปจากองค์กร และเป็นแหล่งสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรด้วย

4. จงบอกประโยชน์ของการจัดการความรู้ในองค์กร 
ตอบ   1. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร 
           2. ป้องกันการสูญหายของภูมิปัญญา ในกรณีที่บุคคลากรเกษียณอายุ ลาออก หรือเสียชีวิต 
           3. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอด
           4. เป็นการลงทุนในต้นทุนมนุษย์ ในการพัฒนาความสามารถที่จะแบ่งปันความรู้ที่ได้เรียนรู้มาให้กับคนอื่นๆ ในองค์กร และนำความรู้ไปปรับใช้กับงานที่ทำอยู่ให้เกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เป็นการการพัฒนาคน และพัฒนาองค์กร
           5. ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตัดสินใจและวางแผนดำเนินงานให้รวดเร็ว และดีขึ้น เพราะมีสารสนเทศ หรือแหล่งความรู้เฉพาะที่มีหลักการ เหตุผล และน่าเชื่อถือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ 
          6. ผู้บังคับบัญชาสามารถทำงานเชื่อมโยงกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ช่วยเพิ่มความกลมเกลียวในหน่วยงาน 
         7. เมื่อพบข้อผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน ก็สามารถหาวิธีแก้ไขได้ทันท่วงที 
         8. แปรรูปความรู้ให้เป็นทุน ซึ่งเป็นการสร้างความท้าทายให้องค์กรผลิตสินค้าและบริการจากความรู้ที่มี เพื่อเพิ่มคุณค่า และรายได้ให้กับองค์กร 
         9. เพื่อการสร้างสรรค์ และบรรลุเป้าหมายของจินตนาการที่ยิ่งใหญ่
        10. เปลี่ยนวัฒนธรรม จาก วัฒนธรรมอำนาจในแนวดิ่ง ไปสู่วัฒนธรรมความรู้ในแนวราบ ซึ่งทุกคนมีสิทธิในการเรียนรู้เท่าเทียมกัน
5. จงบอกปัญหาที่เกิดขี้นของการจัดการความรู้ 
ตอบ  ปัญหาในเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น ยังเป็นปัญหาที่ตัวบุคคลด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ แม้ว่าบุคลากรทุกคนรู้ว่าการแบ่งปัน ความรู้เป็นสิ่งที่ดี และการแบ่งปันความรู้นั้นไม่ได้ทำให้ความรู้ลดน้อยลงเลยแต่กลับยิ่งทำให้ความรู้นั้น เพิ่มพูนขึ้น แต่หลายคนยังมีความกังวลในการแบ่งปันความรู้กับผู้อื่น 

6. การใช้อินเทอร์เน็ตมีความส าคัญต่อการจัดการความรู้อย่างไร 
ตอบ  อินเทอร์เน็ตช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้ทำได้รวดเร็วและง่าย อินเทอร์เน็ตช่วยในการกระจาย ความรู้ในกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมากขึ้น อินเทอร์เน็ตช่วยลดปัญหาและข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง และเวลา เช่นสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือกระดานข่าว กับกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจงหรือบุคคลทั่วไปก็ได้

7. จงบอกกระบวนการของการจัดการความรู้
ตอบ ประกอบด้วย 6 ส่วน
        1. การสร้างความรู้ (Create)
        2. การจัดและเก็บความรู้ (Capture/Store)
        3. การเลือกหรือกรองความรู้ (Refine)
        4. การกระจายความรู้ (Distribute)
        5. การใช้ความรู้ (Use)
        6. การติดตาม/ตรวจสอบความรู้ (Monitor)



แหล่งที่